เนื่องด้วยต้องการเปลี่ยนจาก MySQL มาใช้ MariaDB เพราะค่อนข้างมีอนาคตที่สดใสกว่า และข้อดีต่างๆมากมายทั้งเรื่องความเร็ว และการทำงานที่ดีขึ้นแถมยังมี NoSQL อีกด้วย เอาละมาดูวิธีการติดตั้งกันเลยครับ

อยู่ๆ MySQL ก็ไม่พบ PID file สาเหตุไม่แน่ใจ คงอาจจะเพราะไปแก้ไขอะไรในไฟล์ /etc/my.conf ด้วย วิธีแก้ไขพิมพ์คำสั่งแลัว Run ทีละคำสั่งตามด้านล่างนี้ เพื่อจัดการ Permission และสิทธิ์การเข้าถึงของไฟล์ Systemsของ MySQL ครับ

บางครั้งเราอาจจะเจองานที่ต้องมีการดึงฟิลด์บางฟิลด์ของอีกตารางนึงมาใส่อีกตารางนึง เพราะจำเป็นต้องใช้ในงาน แต่หากข้อมูลปริมาณมากอาจจะไม่สามารถที่จะมานั่งกรอกด้วยมือเองเป็นแน่ดังนั้นเลยต้องใช้คำสั่ง Sql เพื่อเข้าช่วยทุ่นแรงงาน เพื่อให้เข้าใจลองมาดูตัวอย่างแบบง่ายๆกันเลยดีกว่าครับ

เนื่องด้วยประสบปัญหา CPU ทำงานหนัก 100% แทบจะทุกๆนาที ลำพัง  MySql ทำงานก็มากพอแล้ว ก็เลย top ดูว่า process อะไรทำงานกิน cpu บ้าง ผลที่เจอคือมี "/usr/local/directadmin/dataskq" เป็นคิวการทำงานของ DirectAdmin ซึ่งทำงาน 50 - 99 % ตลอด ตอนแรกก็นึกว่าปกติเพราะ DirectAdmin จะมี cronjob ตั้งเวลาทำงานอยู่แล้ว ดูไปดูมาชักแปลกๆเพราะมันใช้บ่อยและเยอะเกินไป

เนื่องด้วยอัพเกรต Mac OS X จาก Mavericks ไปใช้ Yosemite ปัญหาที่เกิดขึ้นเลยสำหรับเว็บโปรแกรมเมอร์อย่างผมคือรัน XAMPP มันไม่ยอม Start Service Mysql งานเข้าล่ะซิทีนี้

บางครั้งต้องดึงข้อมูลย้อนหลัง 30 วันย้อนหลัง วิธีการคือเพิ่ม คำสั่ง MySQL นี้ใน WHERE โดยนำฟิลด์ที่เก็บวันที่มาเปรียบเทียบเงื่อนไขดังด้านล่างนี้

โดยปกติ WordPress จะมีช่องให้ Comment และแสดงรายการ ในหน้า Post บทความของเรา บางคนอาจจะต้องการความเป็นส่วนตัวขึ้นไม่อยากให้ใครมา Comment วิธีก็คือให้ไปที่กล่อง Discussion แล้ว ติ๊ก Allow comments. ออกซะ  (อยู่หน้าเดียวกับหน้าโพสบทความใน wp-admin) ดูรูปด้านล่างประกอบ

เรื่องมันมีอยู่ว่าย้าย Wordpress จากเครื่องตัวเอง Upload ขึ้น Server แล้วมีการเปลี่ยน Prefix ของ MySQL database ไปทีนี้เมื่อ Login เข้า wp-admin จึงเกิดข้อความแจ้งเตือนว่า "You do not have sufficient permissions to access this page." นั่งหาวิธีอยู่พักนึงเจอเลยนำมาโพสเผื่อคนอื่นจะเกิดปัญหานี้เช่นกันครับ

มาพูดถึงเรื่องย้ายโฟลเดอร์เว็บต่อเลย เพราะเดี๋ยวจะไม่สมบูรณ์ เหตุผลเดียวกับบทความ "วิธีย้ายโฟลเดอร์เก็บฐานข้อมูล MySQL ไปไว้ Drive อื่น สําหรับ AppServ" คือ ถ้ามีปัญหา Boot เครื่องไม่ขึ้นแล้ว Format ลง windows ใหม่ ข้อมูลใน Drive C: จะหายหมด ซึ่งเดิม Appserv จะเก็บเว็บไว้ที่ C:\AppServ\www ทีนี้เราจะไปย้ายมันมาไว้ที่ Drive D: อย่างเคย (จะ drive e,r,z ก็ได้ครับถ้ามี ^^) ขั้นตอนตามด้านล่างนี้เลยครับ

เดิมทีถ้าลง AppServ โฟลเดอร์เก็บฐานข้อมูล MySQL จะอยู่ที่  C:\AppServ\MySQL\data ซึ่งหากเกิดปัญหาเครื่อง Boot ไม่ได้ต้อง Format เครื่องลง Windows ใหม่ "คราวนี้ล่ะครับ งานเข้า!" เพราะข้อมูลต่างๆใน Drive C: หายแน่นอนรวมทั้งฐานข้อมูล MySQL สุดรักสุดหวงของเราด้วย และนี่เองเลยเป็นที่มาของการย้าย โฟลเดอร์เก็บฐานข้อมูล MySQL ไปไว้ที่ Drive อื่นเช่นไว้ใน Drive D: เป็นต้น วิธีการไม่ยากเลยตามขั้นตอนด้านล่างนี้ครับ

บางครั้งมีการ insert โดย database มีการ set unique key values เพื่อไม่ให้ข้อมูลซ้ำกัน หลายครั้งพอเริ่มคำสั่ง sql เมื่อเจอรายการที่ซ้ำ (Duplicate entry) คำสั่งก็จะหยุดทำงาน อาจจะไม่เหมาะสม ในกรณีข้อมูลเยอะแล้วต้องมาไล่ดูว่ารายการไหนซ้ำ งั้นลองเพิ่ม IGNORE หลังคำสั่ง INSERT เพื่อละเว้นการหยุดการทำงานในกรณี Duplicate entry ตัวอย่างตามด้านล่างครับ [crayon-5ce4f2ae83045093039592/]