Log Viewer ใช้สำหรับแสดง Error Log ใน Laravel 5 ส่วนตัวที่เลือกเพราะ UI เรียบง่าย และแค่ไว้ช่วย Debug  บน Production เท่านั้น ซึ่งมีความสามารถเพียงพอสำหรับการใช้งาน คือ แสดงรายการ Log , เลือกจำนวนแถวแสดงต่อหน้า  , ค้นหา และสามารถลบไฟล์ Log ได้ เมื่อเริ่มใหญ่หรือแก้ปัญหานั้นไปแล้ว

โดยปกติ Laravel จะมีแจ้งพวกข้อผิดพลาดเบื้องต้นอยู่แล้ว แต่บางครั้งมัน Debug ยาก เพราะจะมี Error บอกโดยรวม เลยไม่รู้ว่าอยู่บรรทัดไหน  แต่มีคนทำ Laravel Debugbar ให้ใช้งานซึ่งจะบาร์ลอยอยู่ด้านล่างของเว็บไซต์ และ Debug ได้หลายจุด

Let’s Encrypt เป็นฟรี SSL ที่ทำให้เว็บมี https เป็นของตัวเองไม่พูดพร่ำทำเพลงเริ่ม วิธีติดตั้ง HTTPS จาก Let’s Encrypt สำหรับ Nginx บน CentOS 7/6 เลยแล้วกันครับ ตรงนี้จะมีแทรกพวก Path Config เล็กน้อย

สืบเนื่องมาจากการใช้คำสั่ง php artisan migrate เพื่อทำระบบ Auth เบื้องต้น แต่มีข้อผิดพลาดข้อความประมาณว่า Syntax error or access violation: 1071 Specified key was t oo long; max key length is 767 bytes เกิดขึ้นดังรูป จากที่ดูใน Doc ตั้งแต่ Laravel 5.4 มีการเปลี่ยนมาใช้ character  utf8mb4 เป็น Default เพื่อรองรับอิโมจิ (emojis) ในฐานข้อมูล ทีนี้ถ้า Mysql เราเก่ากว่า  5.7.7 release

ขอเกริ่นไว้นิดนึงสำหรับคนที่ไม่รู้จัก  Git นะครับ Git คือ Version Control ที่ไว้ช่วยเก็บรักษาไฟล์หรือแชร์ Source Code ให้ผู้อื่นได้ สามารถย้อนกลับไปยัง Version ต่างๆได้ หรือ Track ได้ว่าใครเปลี่ยนแปลงแก้ไข Code หรือเพิ่มไฟล์ จริงๆข้อดีมีเยอะแยะมากมาย หรือวิธีติดตั้ง สามารถไปหาอ่านตามเว็บต่างๆได้ครับ แต่บทความนี้ขอเน้นการใช้งานคำสั่ง Git พื้นฐานและใช้บ่อยเป็นหลัก นะครับเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

ใช้ Git  Command บ่อยๆ เวลาจะดูว่าตัวเองอยู่ Branch ไหนก็ต้องพิมพ์ "git status" ทีนี้มันมีวิธีที่สามารถให้แสดงชื่อ Branch ที่เราอยู่ปัจจุบันได้เลย โดยวิธีการมีดังนี้ (สำหรับเครื่อง Mac นะครับ)

สำหรับใครที่ทำเว็บมักจะมีการส่งอีเมล์มาเกี่ยวข้องอยู่บ่อยๆ ซึ่งหากจะทดสอบว่าอีเมล์นั้นส่งออกได้จริงหรือไม่ หรือหน้าตาอีเมล์จะแสดงผลเป็นอย่างไร ถูกต้องตามที่เราออกแบบไว้ไหม โดยมากเราก็จะให้แสดงผลบน Browser ก่อน จากนั้น ก็มักจะใช้อีเมล์จริงเพื่อรับข้อมูลและดูใน mail box เราอีกที

เพิ่งเริ่มใช้ Visual Studio Code ได้ไม่นาน ก็มีสิ่งที่ต้องการเล็กน้อย เพราะอาจจะเคยชินใน Sublime นั่นคือเวลาเรานำเมาส์ไปชี้ที่คำไหน มันก็จะทำการไฮไลท์ (Highlight) ให้เรา ซึ่งใน Sublime จะเห็นชัดว่ามีคำไหนบ้าง ตัวอย่างเช่นเลือกคำว่า "request" ดังรูป